Saturday, July 01, 2017

บุญ บาป เป็นพลังงาน

บทความนี้สุดยอด อยากให้ทุกคนอ่าน หวังว่า พวกเราจะทำบุญ โดยการให้ทาน รักษาศีล และหมั่นเจริญภาวนามากขึ้น นั่นหมายความว่า พวกเราจะต้องทำบาปน้อยลง จนถึงขั้นไม่ทำบาปเลย เริ่มปฎิบัติตั้งแต่ตอนนี้เลยนะคะ ก่อนที่เราจะไม่สามารถทำได้
...................................................

Cr. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ลงบทความเรื่องสัจธรรม โดย แพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์-ชูโต

บุญ บาปเป็นพลังงาน

1 บุคคลที่มีจิตเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ มีจิตเมตตาปราณี ทางการแพทย์พบว่า ต่อมใต้สมอง จะผลิตสารบุญเรียกว่า เอนดอร์ฟีน (Endorphine) ออกมามาก ส่งผล ให้ร่างกายเบาสบาย ที่เรียกว่า เกิดปิติ กินได้นอนหลับ ไม่ฝันร้าย หรือไม่ฝันเลย ผิวพรรณผ่องใสใบหน้าสดชื่น โคเรสเตอรอลละลายสลายตัว เม็ดเลือดขาวแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคสูง ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี เจ็บป่วยทางกายน้อยลง บาดแผลหายเร็วกว่าผู้มีจิตใจเป็นบาปถึงเท่าตัว หากเป็น โรคมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะหยุดหรือลุกลามช้าลง

2 ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่จิตมีมิจฉาสมาธิ มิจฉาทิฏฐิ จิตที่คิดเกลียด โกรธ อิจฉาริษยา อาฆาต พยาบาท เคียดแค้น เครียด วิตกกังวล ต่อมหมวกไตจะสร้างสารบาปออกมามาก สารนี้จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมาย ดังนี้

2.1. สารแอดรินาลิน (Adrenalin) ทำให้หัวใจเต้นเร็งแรง เส้นโลหิตแดงหดเกร็ง เป็นเหตุให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ถ้าเส้นเลือดแดง ที่ไปหล่อเลี้ยง กล้ามเนื้อผนังหัวใจหดจนตีบตัน หัวใจจะวายถึงตายได้

โคเรสเตอรอล จะถูกสร้างขึ้นทั้งๆ ที่มิได้รับประทานไขมันสัตว์ กะทิ ไข่แดง หอยนางรม หรือเครื่องในสัตว์มากกว่าปกติ

2.2. สารสเตียร์รอยด์ (Sterroid) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการหลั่งน้ำย่อยอาหาร อาจมีผลทำให้หลั่งมากหรือน้อยก็ได้

ถ้าหลั่งมาก น้ำกรด ในน้ำย่อยย่อมกัดผนังด้านในของกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร

ถ้ากัดกร่อน เส้นเลือดใหญ่ทะลุ จะอาเจียนเป็นเลือด หากช่วยไม่ทันจะเสียเลือดจนตาย

ถ้าหลั่งน้อย ท้องจะอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่อยากรับประทานอาหาร

2.3. สารแลคติค แอซิด หรือ เกลือแลคติค (Lactic Acid) ที่เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อร่างกาย คือ ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำลายความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว เหมือนฤทธิ์ของ HIV เชื้อโรค AIDS

ร่างกายจึงอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย หายยาก

เกล็ดเลือดในกระแสโลหิตจับตัวกันเป็นลิ่มเล็กๆ ไปอุดตันตามหลอดเลือดฝอยต่างๆ ถ้าเกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญ เช่น สมองจะทำให้เกิดอัมพาตขึ้นได้

พลังงานแห่งวิบากกรรม เหล่านี้ เมื่อถูกก่อขึ้นแล้วมิอาจสูญหายไป ในทางใดได้

พลังงานดังกล่าวจะตามสนองเรื่อยไป ตามโอกาส ตราบจน ผู้นั้นสิ้นกิเลส สิ้นกรรม ไม่ก่อพลังงานของกรรมใหม่อีกต่อไป ที่เรียกว่า กรรมเป็นผู้ติดตาม

เมื่อท่านทราบผลกรรมที่เป็นปัจจุบันกรรมเช่นนี้แล้ว ขอได้หยุดสร้างกรรมต่อกัน ทั้ง มโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม พลังงานของวิบากกรรม จะเกิดขึ้นน้อย หรือไม่เกิดขึ้น การทำงานทุกระบบของร่างกาย จะเป็นปกติ ท่านจะมีสุขภาพสมบูรณ์ทั้ง ร่างกายและจิตใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ลงบทความเรื่องสัจธรรม โดย แพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์-ชูโต